จากสิบสองปันนาสู่ล้านนาไทย

ในรัชกาลที่ 1 เชียงใหม่เป็นเมืองร้างป่าช้างดงเสือ เจ้ากาวิละ แห่งเมืองเชียงใหม่ได้ฟื้นม่าน (ขับไล่พม่า) และเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง(สร้างบ้านแปลงเมือง)โดยไปชักชวน ไตลื้อ ไตเขิน ไตใหญ่ ไตยวน ประกอบกับสิบสองปันนา ขณะนั้นกำลังประสบกับการรุกรานจากมองโกล จึงเข้าสู่ยุคการสร้างวัฒนธรรมใหม่เป็นเชียงใหม่ล้านนาไทย จังหวัดลำพูนนับได้ว่าเป็นเมืองของชาวไตลื้อกลุ่มใหญ่จากเมืองยอง โดยแท้


ในรัชกาลที่ 4 เจ้าสุริยพงผริตเดช แห่งเมืองน่านดำเนินนโยบาย เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง เช่นกัน ลื้อเมืองหย่วน เมืองมาง เมืองล้า เมืองพง เมืองฮำ จึงได้เข้ามาอยู่ในจังหวัดน่าน เชียงม่วน เชียงคำ อำเภอเชียงคำได้ริเริ่มจัด “งานสืบสานตำนานไตลื้อ” สืบเนื่องมาหลายปี ประกอบกับชุมชนไตลื้อเชียงคำมีเป็นจำนวนมากถึงกับมีการกล่าวกันว่า “เชียงคำคือเมืองหลวงคนไตลื้อในประเทศไทยแน่แท้”


ไตลื้อจากเมืองหย่วนเข้ามาอยู่ในอำเภอเชียงคำได้ตั้งชื่อหมู่บ้านของ ตนเองเหมือนเมืองเดิมที่สิบสองปันนาว่าบ้านหย่วน ต่อมาผู้คนเพิ่มขึ้นพื้นที่คับแคบจึงได้แยกกลุ่มมาตั้งหมู่บ้านใหม่และบูรณะ พระธาตุเก่าแก่ที่มีอยู่เดิมโดยตั้งชื่อใหม่ว่าตามพระธาตุว่า “บ้านธาตุสบแวน”
2492-2501 ยุคประเทศจีนปฏิวัติวัฒนธรรมศาสนาถูกปิดกั้น พระราชวังเวียงผาครางถูกทำลาย จนย่อยยับ เจ้าหม่อมคำลือคือเจ้าหอคำเชียงรุ่งหรือกษัตริย์องค์สุดท้ายของชาวไตลื้อ ไร่นาทรัพย์สินของไตลื้อถูกยึด ผู้คนถูกเกณฑ์ไปทำนาการอพยพสู่ล้านนาไทยครั้งใหญ่เป็นยุคสุดท้ายของไตลื้อ สู่แม่สาย เชียงของ แม่สรวย และเชียงใหม่ หลังจากนั้น การอพยพของชาวไตลื้อจากสิบสองปันนา สู่ล้านนาไทยก็มีมา “เหมือนน้ำซึมทราย” มาโดยตลอดมาตามสายเครือญาติ ด้วยล้านนาเป็นเมืองที่สงบร่มเย็น คนไตยวน(คนเมือง)กับคนไตลื้อ ยอมรับปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกันอย่างกลมกลืนจนบางครั้งแยกไม่ออกว่า วัฒนธรรมประเพณีใดเป็นของคนไตลื้อหรือเป็นของคนเมือง


ปัจจุบันพรมแดนการเมืองวัฒนธรรมถูกเปิดขึ้นทั้งในจีน พม่าและเวียตนาม คนไทยตื่นเต้นต่อการไปเยือน ไตเขินในเชียงตุง ไตลื้อในสิบสองปันนา ส่วนหนึ่งแสดงออกถึงอาการหวนหาอาลัย ในวิถีชีวิตเก่าๆ ที่สูญสิ้นไปนานแล้วจากล้านนา แต่ยังหลงเหลืออยู่ที่ เชียงตุง เชียงรุ่งเพราะภาพเชียงรุ่ง เชียงตุงในวันนี้คือภาพสะท้อนของเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา เมื่อ50-60 ปีที่แล้ว ปัจจุบันกลายเป็นสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ-สาย สัมพันธ์ 5 เชียง คือ เชียงรุ่ง เชียงตุง เชียงราย เชียงใหม่ และเชียงทอง(หลวงพระบาง)ในปัจจุบัน
บัดนี้ภาษิตของชาวไตลื้อโบราณ กลับมาดังก้องในโสตประสาทของผองเผ่าไตในอุษาคเนย์ทั้ง 5 เชียงอีกครั้ง …“ตางเบ๋าเตว สามวันก็หมอง ปี้น้องเบ่าไปหากั๋นก็เส่า”… (หนทาง ถ้าไม่เดิน หญ้าก็ขึ้นรก ญาติพี่น้อง ถ้าไม่ได้ไปมาหาสู่กัน ก็ดูเหมือนจะเป็นอื่นไป)


วิถีชีวิตคนไตลื้อเป็นคนขยันอดทน รักสงบ สะอาด ปลูกผัก ทำไร่ ทำนา(ไตคือชนชาติแรกที่ค้นพบการทำนาในซีกโลกตะวันออก)
ภาษไตลื้อได้รับอิทธิพลมาจากอักษรมอญโบราณ และมีอิทธิพลต่ออักษรไทยของพ่อขุนราม เพราะคำบางคำของภาษาไทยในพจนานุกรมอธิบายว่าเป็นคำโบราณแต่คำโบราณที่ว่า นั้นเป็นคำที่ใช้กันปกติของชาวไตลื้อในสิบสองปันนา

อ.วิชัย ศรีจันทร์

ไทลื้อปัจจุบัน

ปัจจุบันชาวไทลื้อกระจายตัวอยู่ที่

 

  • ประเทศพม่า มีแถบเมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองเชียงลาบ เมืองไร เมืองพะยาก เมืองโก เมืองโต๋น เมืองเลน เชียงตุง
  • ประเทศลาว เมืองหลวงน้ำทา เมืองหลวงพูคา เมืองบ่อแก้ว ไชยะบุลี (เชียงฮ่อนเชียง เชียงลม หงสา) เมืองหลวงพะบาง
  • ประเทศไทย เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน
  • ประเทศเวียดนาม เมืองแถน

 

 

 

สำหรับในประเทศไทย มีชาวไทลื้อในหลายจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน ดังนี้

 

 

อำเภอเมืองน่าน (ต.ในเวียง บ้านเชียงแขง บ้านเมืองเล็น)

 

อำเภอท่าวังผา มีชาวไทลื้ออยู่ 5 ตำบล คือ ต.ศรีภูมิ บ้านห้วยเดื่อ ต.ป่าคา เป็นชาวไทลื้อที่มาจากเมืองล้า มี 5 ประกอบด้วยหมู่บ้าน บ้านหนองบัว บ้านดอนแก้ว บ้านต้นฮ่าง บ้านดอนมูล บ้านแฮะ ,ตำบลยม มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้านเป็นชาวไทลื้อที่มาจากเมืองเชียงลาบ และเมืองยอง ประกอบด้วย บ้านลอมกลาง บ้านทุ่งฆ้อง บ้านเชียงยืน บ้านเสี้ยว บ้านหนองช้างแดง ,ต.จอมพระ เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยองและเมืองยู้มีชาวไทลื้อ 5 หมู่บ้าน บ้านถ่อน และถ่อนสอง บ้านยู้ บ้านยู้เหนือ บ้านยู้ใต้

 

อำเภอปัว เป็นอำเภอที่มีชาวไทลื้ออยู่มากที่สุด ประกอบด้วย ต.ศิลาเพชรเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง มี 7 หมู่บ้าน บ้านป่าตอง3หมู่บ้าน บ้านดอนไชย บ้านนาคำ บ้านดอนแก้ว ,ตำบลศิลาแลง เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง บ้านเก็ด บ้านหัวน้ำ บ้านตีนตก เป็นต้น ต.วรนคร บ้านดอนแก้ว บ้านร้องแง บ้านมอน บ้านขอน บ้านป่าลานเป็นต้น ตำบลสถาน เป็นชาวไทลื้ออพยพมาจากเมืองเชียงลาบ มี 3 หมู่บ้าน นอกนั้นในยังมีอีกไม่ต่ำกว่า 20 หมู่บ้านในอำเภอปัวที่เป็นชาวไทลื้อ

 

อำเภอเชียงกลาง

 

อำเภอสองแคว มีชาวไทยลื้ออาศัยอยู่ที่ตำบลยอด ที่บ้านปางส้าน บ้านผาสิงห์และบ้านผาหลัก

 

อำเภอทุ่งช้าง บ้านงอบ บ้านปอน ห้วยโก๋น และส่วนที่อพยพเข้ามาใหม่ ซึ่งจะอยู่ปะปนกะชาวเมืองน่านแถบชายแดน (มีจำนวนมากที่สุด อพยพมาจาก แขวงไชยะบุรี และ สิบสองปันนา)

 

 

ส่วนในต่างประเทศนั้น มีการกระจายตัวกันเกือบทุกประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เช่นในรัฐฉาน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม(เมืองแถน และ เมืองเดียนเบียนฟู ก็มีการบันทึกไว้ว่ามีชาวไทลื้อ อยู่ที่นั่นด้วย){วิกิพีเดีย}

วิถีชีวิตชาวไทลื้อ

ชาวไทลื้อตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำ ที่ตั้งบ้านเรือนจะแยกจากที่นาไร่เป็นสัดส่วน แต่บ้านทุกหลังจะมีสวนครัวปลูกผักไว้กินเอง และเลี้ยงวัวควายไว้ใช้เทียมเกวียนและไถนา เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ ไว้กินเป็นอาหาร ชาวไทลื้อมีอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ไทลื้อที่อร่อยหลายอย่างเช่น แกงแค แอ่งแถะ น้ำปู น้ำผัก ฯลฯ และทุกครอบครัวจะขุดบ่อน้ำตื้นไว้ดื่มใช้และรองน้ำฝนไว้ดื่นกิน ชาวไทลื้อชอบดื่มน้ำร้อนจึงมักต้มน้ำดื่มโดยใส่ใบไม้หรือเมล็ดพืชที่เป็นผัก นำไปย่างไฟ จะมีกลิ่นหอม เช่น ใบทับทิม หรือฝักฉำฉา ชาวลื้อเรียกว่า น่ำหล่า


ครอบครัวไทลื้ออยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่มีปู่ย่า ตา ยาย ลุงป้า น้าอา พ่อแม่ลูก หลาน เหลน อยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น เคารพเชื่อฟังผู้อาวุโสกว่า โดยเฉพาะผู้หญิงจะเคารพยกย่องผู้ชายมากเป็นพิเศษ ด้วยความเชื่อว่าผู้ชายเป็นเพศพระ ศรัทธาคาถาอาคมซึ่งถือเป็นของสูง จะเห็นว่าผ่าเส่อหรือฟูกนอนของคู่สามีภรรยาไทลื้อ ฟูกของสามีปู 2 ชั้น ส่วนฟูกของภรรยาปูชั้นเดียว ผู้หญิงไทลื้อสุภาพเรียบร้อยขยันทำงานบ้านและต้องทำนาทำไร่เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายด้วย